ในที่สุดประเทศไทยสิ้นสุดเส้นทาง 23 ปี กว่าจะมีกฎหมาย สมรสเท่าเทียม เพื่อให้ ทุกเพศ เท่ากัน

27 มีนาคม 2567 วันที่ต้องบันทึกลงประวัติศาสตร์ไทย เพราะถือเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทย ที่สภาไทยแก้ไขกฎหมายให้ทุกเพศสมรสกันได้

วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) (ฉบับที่…) พ.ศ…. หรือ ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม เป็นการขยายสิทธิการสมรสให้ครอบคลุมบุคคลทุกเพศ ที่ประชุมสภา มีมติ เห็นด้วย 400 เสียง ไม่เห็นด้วย 10 เสียง งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนนเสียง 3 เสียง 

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนกฎหมายสมรสเท่าเทียมไม่ได้เพิ่งมีในยุคนี้ เพราะจริงๆ แล้วในอดีต ทั้งภาคประชาชนและภาคการเมือง พยายามผลักดันมาตลอด แต่เนื่องจากบริบทสังคมในแต่ละยุคมีความแตกต่างกัน จึงไม่สำเสร็จ จนมาถึงปี 2567 ไม่ว่าเพศใดก็ใกล้จะสามารถแต่งงานกันได้อย่างถูกกฎหมายแล้วในประเทศไทย

ไทยรัฐพลัสพาย้อนร้อย 23 ปี เส้นทางสู่การสมรสเท่าเทียม ในแต่ละยุคมีความพยายามขับเคลื่อนประเด็นนี้อย่างไร และทำไมจึงต้องยุติไป พร้อมดูรายละเอียดสำคัญของ พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ว่ามีการแก้ไขประเด็นสำคัญใดบ้าง   

ปี 2544 รัฐบาล นำโดยนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร เริ่มเสนอแนวคิดให้คนรักเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนสมรสได้ตามกฎหมาย แต่ต้องยุติลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกระแสสังคมต่อต้าน ไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงมองเห็นว่าสังคมไม่พร้อม เรื่องนี้จึงตกไป

ปี 2555 มีคู่รักเพศหลากหลายต้องการจดทะเบียนสมรส แต่ถูกปฏิเสธ จึงได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง 

ปี 2556 ในสมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีความพยายามให้มีกฎหมายรับรองคู่รัก เพศเดียวกันอีกครั้ง ตามข้อเสนอของประชาชน มีการยื่นเสนอร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิตเพื่อให้ผ่านการพิจารณาโดยสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่สำเร็จ ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ครอบคลุมสิทธิประโยชน์และสวัสดิการเท่ากับ คู่รักชาย-หญิง 

ในปี 2557 เกิดรัฐประหาร การผลักดันร่าง พ.ร.บ. จึงยุติลง
ปี 2563-2566 ในรัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการเคลื่อนไหวจากภาคประชาชนและพรรคการเมือง ขณะเดียวกันกระแสทั่วโลกที่พัฒนาเรื่อง ‘สมรสเท่าเทียม’ ตามหลักความเท่าเทียมก็ชัดเจนมากขึ้น ความหลากหลายทางเพศเป็นประเด็นด้านสิทธิที่สำคัญ และสังคมไทยในปัจจุบันมีการพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศอย่างกว้างขวาง 

พรรคก้าวไกล โดย ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ เสนอ ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ต่อสภาฯ และได้รับการถูกบรรจุวาระแรกในปี 2565 ซึ่งรัฐบาลเองก็จัดทำกฎหมายอีกฉบับมาประกบ คือ ร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต หน่วยงานเจ้าภาพคือกระทรวงยุติธรรม ที่มี สมศักดิ์ เทพสุทิน สังกัดพรรคพลังประชารัฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 

แม้ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมจะผ่านวาระแรกไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ถูกค้างในสภาฯ ไม่สามารถพิจารณาได้ครบ 3 วาระ เนื่องจากปัญหาสภาล่มบ่อยและถูกวาระแทรกวาระ

หลังมีรัฐบาลใหม่ วันที่ 21 ธันวาคม 2566 ร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียมถูกหยิบยกเข้าสภาฯ อีกครั้ง โดยครั้งนี้สภาฯ รับไว้ทั้ง 4 ร่าง คือ

1. ร่าง พ.ร.บ. ฉบับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) 

2. ร่าง พ.ร.บ. ฉบับ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ พรรคก้าวไกล 

3. ร่าง พ.ร.บ. ฉบับ อรรณว์ ชุมาพร กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 11,611 คน 

4. ร่าง พ.ร.บ. ฉบับ สรรเพชญ บุญญามณี พรรคประชาธิปัตย์ 

โดยสภาฯ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) จำนวน 39 คน เพื่อพิจารณาศึกษารายละเอียดข้อกฎหมายทั้งหมด โดยวันที่ 27 มีนาคม มีการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 สภาพิจารณาร่างพ.ร.บ.สมสรเท่าเทียม ที่กมธ.พิจารณาเสร็จแล้ว ที่ประชุมสภา มีมติ เห็นด้วย 400 เสียง ไม่เห็นด้วย 10 เสียง งดออกเสียง 2 ไม่ลงคะแนนเสียง 3 เสียง

จากนี้ต้องรอดูว่าด่านถัดไปคือ สว. ที่ในอดีตก็มีการแก้ไขบางมาตรา หรือไม่ให้ผ่านก็ได้ ซึ่งหากไม่ให้ผ่านกฎหมายฉบับนี้ก็จะถูกตีกลับมายังสภาฯ เพื่อให้มีการเอากลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง 

กฎสมรสเท่าเทียม แก้อะไรบ้าง 

กฎหมายการสมรสที่ใช้ในปัจจุบัน มีรายละเอียดอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ซึ่งระบุว่า “การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายและหญิงมีอายุ 17 บริบูรณ์แล้ว แต่ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้”

พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม มีการแก้ไขหลายจุด หลักๆ จะมีการแก้ไขคำระบุเพศ เปลี่ยนเป็นใช้คำอื่น เช่น แก้คำว่า ชาย-หญิง สามี-ภริยา และสามีภริยา เป็นบุคคล ผู้หมั้น ผู้รับหมั้น และคู่สมรส เพื่อให้มีความหมายครอบคลุมคู่หมั้นหรือคู่สมรสไม่ว่าจะเป็นเพศใด โดยจะแก้ไขจาก หมวด 3 ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา เป็น ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส และแก้ หมวด 4 ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา เป็น ทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ทำให้คำในหมวดเหล่านี้เปลี่ยนเป็นคู่สมรสที่ไม่ระบุเพศ 

แม้จะมีการแก้ไขสิทธิและรายละเอียดในแต่ละมาตราบ้าง ทำให้ทุกเพศเมื่อแต่งงานมีสิทธิเท่ากัน แต่การเรียกร้องให้มีการสมรสเท่าเทียม ไม่ใช่แค่เรียกร้องให้คนทุกเพศสามารถแต่งงานกันได้เท่านั้น เพราะสิ่งที่สังคมต้องการยังมีเรื่องของสิทธิด้านอื่นๆ ที่ต้องการให้เท่ากันเช่นกัน 

แม้การเปลี่ยนความหมายของคำว่าคู่สมรส จะทำให้ ‘ทุกเพศ’ สมรสกันได้ แต่หลังจากสมรสแล้ว ถัดไปคือเรื่องครอบครัว ซึ่งในประชุมสภาวันนี้มีการถกเถียงกันในมาตราที่สำคัญคือ มาตรา 59 หมวดบิดา มารดา และบุตร ที่ไม่มีการแก้ไข แต่ กมธ.เสียงข้างน้อย ได้ขอสงวนแก้ไขมาตราดังกล่าว 

โดย ภาคภูมิ พันธวงค์ หนึ่งใน กมธ.ภาคประชาชน ขอให้เสนอเพิ่มคำว่า ‘บุพการีลำดับแรก’ โดยปัจจุบันร่างหลักยังคงใช้ บิดา มารดา ไม่ใช้ บุพการี ทั้งที่ไม่ได้ลิดรอนสิทธิแต่อย่างไร แต่เป็นการขยายสิทธิให้เกียรติครอบครัวที่มีความหลากหลาย 

“เข้าใจว่าการโหวตนี้มีแนวโน้มในทางมารยาทการเมือง แต่นี่คือการโหวตเพื่อยืนยันการมีอยู่ของคู่สมรสเพศหลากหลายทุกคน การโหวตครั้งนี้คู่สมรส LGBTQI ทุกคนจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เนื่องด้วยคำว่า บิดา และมารดา และการยกมือครั้งนี้คือประวัติศาสตร์ในการผลักดันสมรสเท่าเทียมให้เท่าเทียมอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่คำพูดที่สวยหรู 

ด้าน กมธ.เสียงข้างมากชี้แจงว่า หากเพิ่มคำว่าบุพการีลำดับแรก จำเป็นต้องรื้อกฎหมายที่มีอยู่ทั้งประเทศไทยที่มีคำว่า บิดา มารดา โดยเติมคำว่าบุพการีลำดับแรกไปทุกฉบับ ซึ่งจะมีผลกระทบที่รุนแรงพอสมควร ฉะนั้น กมธ.เสียงข้างมากจึงไม่เห็นด้วยกับข้อสงวนของ กมธ.เสียงข้างน้อย 

กมธ.เสียงข้างมาก อภิปรายแนวทางของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวว่า แก้ไขกฎหมายฉบับที่จำเป็นจะต้องแก้เพื่อให้รองรับสิทธิต่างๆ เช่น กฎหมายการรับบุตรบุญธรรม กฎหมายคุ้มครองเด็ก ซึ่งจะเป็นการแก้ที่ตรงจุดกับที่ กมธ.เสียงข้างน้อยอภิปรายถึงปัญหา และจะไม่เกิดปัญหาที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อกฎหมาย โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขในการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ 

มติในที่ประชุมสภาไม่แก้ไขเพิ่มคำว่า ‘บุพการีลำดับแรก’ ตาม กมธ.เสียงข้างมาก ทำให้มาตราอื่นๆ ที่ กมธ.เสียงข้างน้อยต้องการเพิ่มนั้น ไม่มีการแก้ไขใดๆ 

นอกจากนี้ยังมีประเด็นอื่นที่น่าสนใจ ได้แก่ การเพิ่มเหตุเรียกค่าทดแทนและเหตุฟ้องหย่าให้ครอบคลุมให้สอดคล้องกับลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสเพศเดียวกัน

แก้ไขอายุบุคคลที่จะหมั้นทั้งสองฝ่ายมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ จากเดิม 17 ปี ส่วนการสมรสจะกระทำได้ต่อเมื่อบุคคลทั้งสองฝ่ายมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์แล้ว จากเดิม 17 ปี แต่ในกรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้ โดยแก้เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก 

สินสอด เป็นทรัพย์สินซึ่งฝ่ายผู้หมั้นให้แก่บิดามารดา ผู้รับบุตรบุญธรรม หรือผู้ปกครองฝ่ายผู้รับหมั้น แล้วแต่กรณี เพื่อตอบแทนการที่ผู้รับหมั้นยอมสมรส ถ้าไม่มีการสมรสโดยมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ผู้รับหมั้นหรือโดยพฤติการณ์ ซึ่งฝ่ายผู้รับหมั้นต้องรับผิดชอบ ทำให้ผู้หมั้นไม่สมควรหรือไม่อาจสมรสกับผู้รับหมั้น ฝ่ายผู้หมั้นเรียกสินสอดคืนได้  

สิทธิเรียกร้องค่าตอบแทน ให้มีอายุความ 6 เดือน นับแต่วันที่ผู้หมั้นหรือผู้รับหมั้นรู้หรือควรรู้ถึงการกระทำของผู้อื่นอันจะเป็นเหตุให้เรียกค่าทดแทนนั้น แต่ต้องไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ผู้อื่นนั้นได้กระทำการดังกล่าว 

การสมรสจะกระทำมิได้ ถ้าบุคคลหนึ่งเป็นบุคคลวิกลจริต หรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ 

คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสภาพแห่งกายทำให้ไม่อาจร่วมประเวณี หรือไม่อาจกระทำการหรือยอมรับการกระทำเพื่อสนองความใคร่ของอีกฝ่ายได้ตลอดกาล อีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้ 

ขอบคุณแหล่งข้อมูล plusthairath

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *